Trang

wat tantayapirom: วัดตันตยาภิรม 1

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

wat tantayapirom: วัดตันตยาภิรม 1
Author: 
poj1967
Pano description: 

วัดตันตยาภิรม

สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดตรัง แห่งที่ 1
ต.ทับเที่ยง อ.เมือง ตรัง 92000

wat tantayapirom: วัดตันตยาภิรม 2

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

wat tantayapirom: วัดตันตยาภิรม 2
Author: 
poj1967
Pano description: 

วัดตันตยาภิรม

สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดตรัง แห่งที่ 1
ต.ทับเที่ยง อ.เมือง ตรัง 92000

wat tantayapirom: วัดตันตยาภิรม 3

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

wat tantayapirom: วัดตันตยาภิรม 3
Author: 
poj1967
Pano description: 

วัดตันตยาภิรม

สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดตรัง แห่งที่ 1
ต.ทับเที่ยง อ.เมือง ตรัง 92000

wat tantayapirom: วัดตันตยาภิรม 4

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

wat tantayapirom: วัดตันตยาภิรม 4
Author: 
poj1967
Pano description: 

วัดตันตยาภิรม

สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดตรัง แห่งที่ 1
ต.ทับเที่ยง อ.เมือง ตรัง 92000

Wiharn Chris: คริสตจักรตรัง 1

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

Wiharn Chris: คริสตจักรตรัง 1
Author: 
poj1967
Pano description: 

ความเป็นมาของคริสตจักรตรัง

จังหวัดตรังเป็นหัวเมืองอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย มีประชากร หลายพวกหลายเหล่ามาอาศัยอยู่ ได้แก่คนอินเดีย คนมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามได้อยู่รวมตัวกันเป็นหมู่บ้านตามอำเภอต่าง ๆ มีสุเหร่าหลายแห่ง เพื่อประกอบศาสนพิธี และศาสนกิจ มีอาชีพทำสวนยาง สวนพริกไทย การประมง เล็ก ๆ น้อย ๆ คนจีนเดินทางเรือจากประเทศจีนเข้ามาทางแม่น้ำตรัง จะมาขึ้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียก "ท่าจีน" คนจีนเหล่านั้นพูดภาษาต่างกันตามเผ่าของเขา เช่น จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลำ จีนกวางตุ้ง ฯลฯ

คนจีนส่วนใหญ่ทำการค้าขาย จึงทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดตรังอยู่ในมือคนจีนเป็นส่วนใหญ่ ฐานะการเงินของจังหวัดตรังอยู่ในระดับที่ดี มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เช่น ในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นเจ้าเมืองตรัง ชาวตรังค้าขายกับชาวปีนัง ประเทศมาเลเซีย และกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะท่านเจ้าเมืองเองมีบรรพบุรุษ และญาติพี่น้อง อยู่ในประเทศจีน ชาวจีนที่มาอยู่นับถือพุทธศาสนาบ้าง ศาสนาเต๋าบ้าง และยังมีลัทธิอื่น ๆ มากมาย แต่ยังไม่มีการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในจังหวัดตรัง จน Mr. John Carrington ซึ่งทำงานกับสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกัน (Ameriean Bible) มาจังหวัดตรัง
ค.ศ. 1905 Dr. & Mrs.Gugene P. Dunlop มาเที่ยวจังหวัดตรังและได้รับมอบเงินจำนวน 3,000 ดอลล่าห์ จากข้าหลวงเมืองตรังเพื่อสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง จังหวัดตรัง
Dr. G.P. Dunlop จึงมีเสนอให้คณะมิชชั่นนารี มาเปิดสถานประกาศที่ตำบล ทับเที่ยง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการประกาศคริสต์ศาสนาในจังหวัดตรังของมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน

วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 คณะมิชชั่นนารีอเมริกัน เปิดสถานีประกาศทับเที่ยง มี Dr. L.C. Bulkley ประจำสถานประกาศจนการสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง และบ้านพักหมอเกือบเสร็จแล้ว ครอบครัว Dulop ต้องเดินทางไปสถานประกาศที่สิงคโปร์ ปีนัง และที่กันตัง ส่วน Bulkley ต้องเดินทางไปดูแลครอบครัว คริสเตียนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตามทั้งครอบครัว Dunlopและครอบครัว Bulkley ต้องอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ซึ่งมีเพียง 3 ห้องและมีการนมัสการในบ้านหลังนั้นเป็นเวลา 7 เดือน จนครอบครัว Dunlop ได้บ้านหลังใหม่

30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 (ศก.131) คณะมิชชั่นนารีใช้ห้องประชุม (Chape) ของโรงพยาบาลทับเที่ยง เป็นที่ประชุมศิษย์ของพระเยซู (ชื่อตามบันทึกของ Dr. G.p. Dunlop) และตั้งคริสตจักรตรังเป็นครั้งแรกเรียกว่า คริสตจักรทับเที่ยง ผู้มาร่วมประชุมเป็นผู้ใหญ่ 102 คน ,เด็ก 18 คน , และได้มีคนรับบัพติศมา 34 คน Dr. Dunlop ได้รับการแต่งตั้งจากคณะเพรสไบทีเรียนสยามให้เป็นผู้ดูแลคริสตจักรตรัง เทศนาสั่งสอนเรื่องพระเยซู ได้เลือกชาวไทยช่วยงานคริสตจักรเป็นผู้ปกครอง (elders) 4 คน ได้แก่ Dr. L.C. Bulkey , นายจอง ,นายสุกนายตุ๋น และเลือกผู้ดูแลทรัพย์สิน 5 คน (five triestees) คือ นายสุก, นายด่วน, เถ้าแก่ลอยนายช่วย , นายพาด
1 มกราคม ค.ศ. 1912 (ศก 131 ) เริ่มมีการถือศีลระลึกถึง ความมรณาของพระเยซู ให้บัพติสมาแก่ผู้รับเชื่อและยังบัพติสมาเด็ก 9 กรกฎาคม 1912 มีการนมัสการตามบ้าน

30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 ถึง กันยายน 1920 Dr.G.P. Dunlop เป็นประธานการประชุมกรรมการและทำบันทึกของคริสตจักรเป็นภาษาอังกฤษและนายยวง (พวงภู่) เยื้อนแย้ม เป็นผู้แปล

ค.ศ. 1913 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอนุญาตให้ คริสตจักรตรังซื้อที่ดินเพื่อทำสุสานและเพื่อสร้างโบสถ์ ตัวโบสถ์ทำด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาจากสร้างบนดินที่พูนขึ้น เมื่อโบสถ์สร้างเสร็จแล้วจึงมีการใช้นมัสการแทนห้องประชุมของโรงพยาบาล บางคนเรียกว่าโรงสวดทับเที่ยง มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 53 คน มีคนจากหลายแห่งมารับเชื่อ เช่น ตำบลท้ายพรุ กันตัง , ทับเที่ยง , เขาขาว , ทุ่งสง, นาเกลือ, เขาเศษ , บ้านท่าประดู่ , นาโยง ฯลฯ

4 มิถุนายน ค.ศ. 1913 ได้จัดตั้งโรงเรียนวันอาทิตย์ (Sunday School) เพื่อศึกษาพระคัมภีร์ภายหลังการสวด Mrs. Dunlop และ Mrs. Bulkley Snyder เป็นผู้รับผิดชอบ Dr. Dunlop นอกจากดูแลคริสตจักรตรัง ท่านยังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโรงเรียนรัฐบาลที่จังหวัดตรังอีกด้วย
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 มีพิธีถวายอาคารโบสถ์ถาวรของคริสตจักรตรัง มีอักษรจารึกไว้เหนือบันไดทางเข้าข้างหน้าว่า "วิหารคริสตศาสนา สร้าง ค.ศ. 1915" การฉลองวิหารทับเที่ยงมี 3 วัน คือวันที่ 28 - 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 แต่เดิมนั้นหอระฆังเป็นเพียงดาดฟ้ามีลักษณะคล้ายกับป้อมทหารสมัยโบราณ
หลังจากนั้นมีปรับปรุงใหม่ เนื่องจากระฆังที่อยู่ในหอระฆังชั้นที่สองดังก้องมากเกินไป จึงเพิ่มชั้นบนขึ้นเช่นที่เห็นในปัจจุบัน

หมายเหตุ วิหารหลังนี้ซ่อมแซมครั้งสุดท้ายเมื่อ กันยายน -- ตุลาคม ค.ศ. 1985 เปลี่ยนหลังคาจากกระเบื้องซีเมนต์แบบเก่าทรงสี่เหลี่ยม กลายเป็นกระเบื้องใยสังเคราะห์ยางอัลฟัลทาสีภายนอกและภายใน เพดานบุกระเบื้องยิบซัม พื้นปูคอมปานาสีขาวครีม ต่อมา เมื่อเริ่มสร้างโบสถ์หลังใหม่ จึงเปลี่ยนกระเบื้องใยสังเคราะห์เป็นแผ่นไลสาด เพราะกระเบื้องใยสังเคราะห์เมื่อโดนแดดมาก ๆ จะบิดเสียรูปทำให้น้ำรั่วหน้าฝน และทำเวทีใหม่ลดต่ำลงมา หลังจาก การฉลองโบสถ์ถาวรในปี ค.ศ. 1915 มีผู้รับเชื่อจากที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น จากท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง บ้านนาทองหลาง บ้านหนองเทา ตำบลเมท ตำบลนาโยง บ้านเขากอบ จึงตั้งคณะธรรมกิจเพิ่มขึ้น คณะธรรมกิจจัดแบ่งเงิน ถวายเป็นสัดส่วน เพื่อใช้อย่างมีระเบียบทุกอาทิตย์ เช่น ค่าผู้รักษาโบสถ์ ค่าน้ำมันก๊าด ซื้อพระคัมภีร์ ค่ารักษาป่าช้า ค่าเช่าที่โรงสวดในตลาดและเงินใช้เบ็ดเตล็ดถ้าได้เงินมาถวายมากกว่า 11 บาท จะเป็นเงินอุดหนุนโรงเรียนคริสเตียนในจังหวัดอื่น

Wiharn Chris: คริสตจักรตรัง 2

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

Wiharn Chris: คริสตจักรตรัง 2
Author: 
poj1967
Pano description: 

ความเป็นมาของคริสตจักรตรัง

จังหวัดตรังเป็นหัวเมืองอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย มีประชากร หลายพวกหลายเหล่ามาอาศัยอยู่ ได้แก่คนอินเดีย คนมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามได้อยู่รวมตัวกันเป็นหมู่บ้านตามอำเภอต่าง ๆ มีสุเหร่าหลายแห่ง เพื่อประกอบศาสนพิธี และศาสนกิจ มีอาชีพทำสวนยาง สวนพริกไทย การประมง เล็ก ๆ น้อย ๆ คนจีนเดินทางเรือจากประเทศจีนเข้ามาทางแม่น้ำตรัง จะมาขึ้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียก "ท่าจีน" คนจีนเหล่านั้นพูดภาษาต่างกันตามเผ่าของเขา เช่น จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลำ จีนกวางตุ้ง ฯลฯ

คนจีนส่วนใหญ่ทำการค้าขาย จึงทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดตรังอยู่ในมือคนจีนเป็นส่วนใหญ่ ฐานะการเงินของจังหวัดตรังอยู่ในระดับที่ดี มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เช่น ในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นเจ้าเมืองตรัง ชาวตรังค้าขายกับชาวปีนัง ประเทศมาเลเซีย และกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะท่านเจ้าเมืองเองมีบรรพบุรุษ และญาติพี่น้อง อยู่ในประเทศจีน ชาวจีนที่มาอยู่นับถือพุทธศาสนาบ้าง ศาสนาเต๋าบ้าง และยังมีลัทธิอื่น ๆ มากมาย แต่ยังไม่มีการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในจังหวัดตรัง จน Mr. John Carrington ซึ่งทำงานกับสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกัน (Ameriean Bible) มาจังหวัดตรัง
ค.ศ. 1905 Dr. & Mrs.Gugene P. Dunlop มาเที่ยวจังหวัดตรังและได้รับมอบเงินจำนวน 3,000 ดอลล่าห์ จากข้าหลวงเมืองตรังเพื่อสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง จังหวัดตรัง
Dr. G.P. Dunlop จึงมีเสนอให้คณะมิชชั่นนารี มาเปิดสถานประกาศที่ตำบล ทับเที่ยง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการประกาศคริสต์ศาสนาในจังหวัดตรังของมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน

วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 คณะมิชชั่นนารีอเมริกัน เปิดสถานีประกาศทับเที่ยง มี Dr. L.C. Bulkley ประจำสถานประกาศจนการสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง และบ้านพักหมอเกือบเสร็จแล้ว ครอบครัว Dulop ต้องเดินทางไปสถานประกาศที่สิงคโปร์ ปีนัง และที่กันตัง ส่วน Bulkley ต้องเดินทางไปดูแลครอบครัว คริสเตียนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตามทั้งครอบครัว Dunlopและครอบครัว Bulkley ต้องอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ซึ่งมีเพียง 3 ห้องและมีการนมัสการในบ้านหลังนั้นเป็นเวลา 7 เดือน จนครอบครัว Dunlop ได้บ้านหลังใหม่

30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 (ศก.131) คณะมิชชั่นนารีใช้ห้องประชุม (Chape) ของโรงพยาบาลทับเที่ยง เป็นที่ประชุมศิษย์ของพระเยซู (ชื่อตามบันทึกของ Dr. G.p. Dunlop) และตั้งคริสตจักรตรังเป็นครั้งแรกเรียกว่า คริสตจักรทับเที่ยง ผู้มาร่วมประชุมเป็นผู้ใหญ่ 102 คน ,เด็ก 18 คน , และได้มีคนรับบัพติศมา 34 คน Dr. Dunlop ได้รับการแต่งตั้งจากคณะเพรสไบทีเรียนสยามให้เป็นผู้ดูแลคริสตจักรตรัง เทศนาสั่งสอนเรื่องพระเยซู ได้เลือกชาวไทยช่วยงานคริสตจักรเป็นผู้ปกครอง (elders) 4 คน ได้แก่ Dr. L.C. Bulkey , นายจอง ,นายสุกนายตุ๋น และเลือกผู้ดูแลทรัพย์สิน 5 คน (five triestees) คือ นายสุก, นายด่วน, เถ้าแก่ลอยนายช่วย , นายพาด
1 มกราคม ค.ศ. 1912 (ศก 131 ) เริ่มมีการถือศีลระลึกถึง ความมรณาของพระเยซู ให้บัพติสมาแก่ผู้รับเชื่อและยังบัพติสมาเด็ก 9 กรกฎาคม 1912 มีการนมัสการตามบ้าน

30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 ถึง กันยายน 1920 Dr.G.P. Dunlop เป็นประธานการประชุมกรรมการและทำบันทึกของคริสตจักรเป็นภาษาอังกฤษและนายยวง (พวงภู่) เยื้อนแย้ม เป็นผู้แปล

ค.ศ. 1913 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอนุญาตให้ คริสตจักรตรังซื้อที่ดินเพื่อทำสุสานและเพื่อสร้างโบสถ์ ตัวโบสถ์ทำด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาจากสร้างบนดินที่พูนขึ้น เมื่อโบสถ์สร้างเสร็จแล้วจึงมีการใช้นมัสการแทนห้องประชุมของโรงพยาบาล บางคนเรียกว่าโรงสวดทับเที่ยง มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 53 คน มีคนจากหลายแห่งมารับเชื่อ เช่น ตำบลท้ายพรุ กันตัง , ทับเที่ยง , เขาขาว , ทุ่งสง, นาเกลือ, เขาเศษ , บ้านท่าประดู่ , นาโยง ฯลฯ

4 มิถุนายน ค.ศ. 1913 ได้จัดตั้งโรงเรียนวันอาทิตย์ (Sunday School) เพื่อศึกษาพระคัมภีร์ภายหลังการสวด Mrs. Dunlop และ Mrs. Bulkley Snyder เป็นผู้รับผิดชอบ Dr. Dunlop นอกจากดูแลคริสตจักรตรัง ท่านยังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโรงเรียนรัฐบาลที่จังหวัดตรังอีกด้วย
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 มีพิธีถวายอาคารโบสถ์ถาวรของคริสตจักรตรัง มีอักษรจารึกไว้เหนือบันไดทางเข้าข้างหน้าว่า "วิหารคริสตศาสนา สร้าง ค.ศ. 1915" การฉลองวิหารทับเที่ยงมี 3 วัน คือวันที่ 28 - 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 แต่เดิมนั้นหอระฆังเป็นเพียงดาดฟ้ามีลักษณะคล้ายกับป้อมทหารสมัยโบราณ
หลังจากนั้นมีปรับปรุงใหม่ เนื่องจากระฆังที่อยู่ในหอระฆังชั้นที่สองดังก้องมากเกินไป จึงเพิ่มชั้นบนขึ้นเช่นที่เห็นในปัจจุบัน

หมายเหตุ วิหารหลังนี้ซ่อมแซมครั้งสุดท้ายเมื่อ กันยายน -- ตุลาคม ค.ศ. 1985 เปลี่ยนหลังคาจากกระเบื้องซีเมนต์แบบเก่าทรงสี่เหลี่ยม กลายเป็นกระเบื้องใยสังเคราะห์ยางอัลฟัลทาสีภายนอกและภายใน เพดานบุกระเบื้องยิบซัม พื้นปูคอมปานาสีขาวครีม ต่อมา เมื่อเริ่มสร้างโบสถ์หลังใหม่ จึงเปลี่ยนกระเบื้องใยสังเคราะห์เป็นแผ่นไลสาด เพราะกระเบื้องใยสังเคราะห์เมื่อโดนแดดมาก ๆ จะบิดเสียรูปทำให้น้ำรั่วหน้าฝน และทำเวทีใหม่ลดต่ำลงมา หลังจาก การฉลองโบสถ์ถาวรในปี ค.ศ. 1915 มีผู้รับเชื่อจากที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น จากท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง บ้านนาทองหลาง บ้านหนองเทา ตำบลเมท ตำบลนาโยง บ้านเขากอบ จึงตั้งคณะธรรมกิจเพิ่มขึ้น คณะธรรมกิจจัดแบ่งเงิน ถวายเป็นสัดส่วน เพื่อใช้อย่างมีระเบียบทุกอาทิตย์ เช่น ค่าผู้รักษาโบสถ์ ค่าน้ำมันก๊าด ซื้อพระคัมภีร์ ค่ารักษาป่าช้า ค่าเช่าที่โรงสวดในตลาดและเงินใช้เบ็ดเตล็ดถ้าได้เงินมาถวายมากกว่า 11 บาท จะเป็นเงินอุดหนุนโรงเรียนคริสเตียนในจังหวัดอื่น

Wiharn Chris: คริสตจักรตรัง 3

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

Wiharn Chris: คริสตจักรตรัง 3
Author: 
poj1967
Pano description: 

ความเป็นมาของคริสตจักรตรัง

จังหวัดตรังเป็นหัวเมืองอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย มีประชากร หลายพวกหลายเหล่ามาอาศัยอยู่ ได้แก่คนอินเดีย คนมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามได้อยู่รวมตัวกันเป็นหมู่บ้านตามอำเภอต่าง ๆ มีสุเหร่าหลายแห่ง เพื่อประกอบศาสนพิธี และศาสนกิจ มีอาชีพทำสวนยาง สวนพริกไทย การประมง เล็ก ๆ น้อย ๆ คนจีนเดินทางเรือจากประเทศจีนเข้ามาทางแม่น้ำตรัง จะมาขึ้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียก "ท่าจีน" คนจีนเหล่านั้นพูดภาษาต่างกันตามเผ่าของเขา เช่น จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลำ จีนกวางตุ้ง ฯลฯ

คนจีนส่วนใหญ่ทำการค้าขาย จึงทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดตรังอยู่ในมือคนจีนเป็นส่วนใหญ่ ฐานะการเงินของจังหวัดตรังอยู่ในระดับที่ดี มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เช่น ในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นเจ้าเมืองตรัง ชาวตรังค้าขายกับชาวปีนัง ประเทศมาเลเซีย และกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะท่านเจ้าเมืองเองมีบรรพบุรุษ และญาติพี่น้อง อยู่ในประเทศจีน ชาวจีนที่มาอยู่นับถือพุทธศาสนาบ้าง ศาสนาเต๋าบ้าง และยังมีลัทธิอื่น ๆ มากมาย แต่ยังไม่มีการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในจังหวัดตรัง จน Mr. John Carrington ซึ่งทำงานกับสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกัน (Ameriean Bible) มาจังหวัดตรัง
ค.ศ. 1905 Dr. & Mrs.Gugene P. Dunlop มาเที่ยวจังหวัดตรังและได้รับมอบเงินจำนวน 3,000 ดอลล่าห์ จากข้าหลวงเมืองตรังเพื่อสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง จังหวัดตรัง
Dr. G.P. Dunlop จึงมีเสนอให้คณะมิชชั่นนารี มาเปิดสถานประกาศที่ตำบล ทับเที่ยง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการประกาศคริสต์ศาสนาในจังหวัดตรังของมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน

วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 คณะมิชชั่นนารีอเมริกัน เปิดสถานีประกาศทับเที่ยง มี Dr. L.C. Bulkley ประจำสถานประกาศจนการสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง และบ้านพักหมอเกือบเสร็จแล้ว ครอบครัว Dulop ต้องเดินทางไปสถานประกาศที่สิงคโปร์ ปีนัง และที่กันตัง ส่วน Bulkley ต้องเดินทางไปดูแลครอบครัว คริสเตียนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตามทั้งครอบครัว Dunlopและครอบครัว Bulkley ต้องอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ซึ่งมีเพียง 3 ห้องและมีการนมัสการในบ้านหลังนั้นเป็นเวลา 7 เดือน จนครอบครัว Dunlop ได้บ้านหลังใหม่

30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 (ศก.131) คณะมิชชั่นนารีใช้ห้องประชุม (Chape) ของโรงพยาบาลทับเที่ยง เป็นที่ประชุมศิษย์ของพระเยซู (ชื่อตามบันทึกของ Dr. G.p. Dunlop) และตั้งคริสตจักรตรังเป็นครั้งแรกเรียกว่า คริสตจักรทับเที่ยง ผู้มาร่วมประชุมเป็นผู้ใหญ่ 102 คน ,เด็ก 18 คน , และได้มีคนรับบัพติศมา 34 คน Dr. Dunlop ได้รับการแต่งตั้งจากคณะเพรสไบทีเรียนสยามให้เป็นผู้ดูแลคริสตจักรตรัง เทศนาสั่งสอนเรื่องพระเยซู ได้เลือกชาวไทยช่วยงานคริสตจักรเป็นผู้ปกครอง (elders) 4 คน ได้แก่ Dr. L.C. Bulkey , นายจอง ,นายสุกนายตุ๋น และเลือกผู้ดูแลทรัพย์สิน 5 คน (five triestees) คือ นายสุก, นายด่วน, เถ้าแก่ลอยนายช่วย , นายพาด
1 มกราคม ค.ศ. 1912 (ศก 131 ) เริ่มมีการถือศีลระลึกถึง ความมรณาของพระเยซู ให้บัพติสมาแก่ผู้รับเชื่อและยังบัพติสมาเด็ก 9 กรกฎาคม 1912 มีการนมัสการตามบ้าน

30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 ถึง กันยายน 1920 Dr.G.P. Dunlop เป็นประธานการประชุมกรรมการและทำบันทึกของคริสตจักรเป็นภาษาอังกฤษและนายยวง (พวงภู่) เยื้อนแย้ม เป็นผู้แปล

ค.ศ. 1913 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอนุญาตให้ คริสตจักรตรังซื้อที่ดินเพื่อทำสุสานและเพื่อสร้างโบสถ์ ตัวโบสถ์ทำด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาจากสร้างบนดินที่พูนขึ้น เมื่อโบสถ์สร้างเสร็จแล้วจึงมีการใช้นมัสการแทนห้องประชุมของโรงพยาบาล บางคนเรียกว่าโรงสวดทับเที่ยง มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 53 คน มีคนจากหลายแห่งมารับเชื่อ เช่น ตำบลท้ายพรุ กันตัง , ทับเที่ยง , เขาขาว , ทุ่งสง, นาเกลือ, เขาเศษ , บ้านท่าประดู่ , นาโยง ฯลฯ

4 มิถุนายน ค.ศ. 1913 ได้จัดตั้งโรงเรียนวันอาทิตย์ (Sunday School) เพื่อศึกษาพระคัมภีร์ภายหลังการสวด Mrs. Dunlop และ Mrs. Bulkley Snyder เป็นผู้รับผิดชอบ Dr. Dunlop นอกจากดูแลคริสตจักรตรัง ท่านยังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโรงเรียนรัฐบาลที่จังหวัดตรังอีกด้วย
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 มีพิธีถวายอาคารโบสถ์ถาวรของคริสตจักรตรัง มีอักษรจารึกไว้เหนือบันไดทางเข้าข้างหน้าว่า "วิหารคริสตศาสนา สร้าง ค.ศ. 1915" การฉลองวิหารทับเที่ยงมี 3 วัน คือวันที่ 28 - 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 แต่เดิมนั้นหอระฆังเป็นเพียงดาดฟ้ามีลักษณะคล้ายกับป้อมทหารสมัยโบราณ
หลังจากนั้นมีปรับปรุงใหม่ เนื่องจากระฆังที่อยู่ในหอระฆังชั้นที่สองดังก้องมากเกินไป จึงเพิ่มชั้นบนขึ้นเช่นที่เห็นในปัจจุบัน

หมายเหตุ วิหารหลังนี้ซ่อมแซมครั้งสุดท้ายเมื่อ กันยายน -- ตุลาคม ค.ศ. 1985 เปลี่ยนหลังคาจากกระเบื้องซีเมนต์แบบเก่าทรงสี่เหลี่ยม กลายเป็นกระเบื้องใยสังเคราะห์ยางอัลฟัลทาสีภายนอกและภายใน เพดานบุกระเบื้องยิบซัม พื้นปูคอมปานาสีขาวครีม ต่อมา เมื่อเริ่มสร้างโบสถ์หลังใหม่ จึงเปลี่ยนกระเบื้องใยสังเคราะห์เป็นแผ่นไลสาด เพราะกระเบื้องใยสังเคราะห์เมื่อโดนแดดมาก ๆ จะบิดเสียรูปทำให้น้ำรั่วหน้าฝน และทำเวทีใหม่ลดต่ำลงมา หลังจาก การฉลองโบสถ์ถาวรในปี ค.ศ. 1915 มีผู้รับเชื่อจากที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น จากท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง บ้านนาทองหลาง บ้านหนองเทา ตำบลเมท ตำบลนาโยง บ้านเขากอบ จึงตั้งคณะธรรมกิจเพิ่มขึ้น คณะธรรมกิจจัดแบ่งเงิน ถวายเป็นสัดส่วน เพื่อใช้อย่างมีระเบียบทุกอาทิตย์ เช่น ค่าผู้รักษาโบสถ์ ค่าน้ำมันก๊าด ซื้อพระคัมภีร์ ค่ารักษาป่าช้า ค่าเช่าที่โรงสวดในตลาดและเงินใช้เบ็ดเตล็ดถ้าได้เงินมาถวายมากกว่า 11 บาท จะเป็นเงินอุดหนุนโรงเรียนคริสเตียนในจังหวัดอื่น

Wiharn Chris: คริสตจักรตรัง 4

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

Wiharn Chris: คริสตจักรตรัง 4
Author: 
poj1967
Pano description: 

ความเป็นมาของคริสตจักรตรัง

จังหวัดตรังเป็นหัวเมืองอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย มีประชากร หลายพวกหลายเหล่ามาอาศัยอยู่ ได้แก่คนอินเดีย คนมาเลเซีย ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามได้อยู่รวมตัวกันเป็นหมู่บ้านตามอำเภอต่าง ๆ มีสุเหร่าหลายแห่ง เพื่อประกอบศาสนพิธี และศาสนกิจ มีอาชีพทำสวนยาง สวนพริกไทย การประมง เล็ก ๆ น้อย ๆ คนจีนเดินทางเรือจากประเทศจีนเข้ามาทางแม่น้ำตรัง จะมาขึ้นที่ตำบลแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาเรียก "ท่าจีน" คนจีนเหล่านั้นพูดภาษาต่างกันตามเผ่าของเขา เช่น จีนแคะ จีนฮกเกี้ยน จีนไหหลำ จีนกวางตุ้ง ฯลฯ

คนจีนส่วนใหญ่ทำการค้าขาย จึงทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดตรังอยู่ในมือคนจีนเป็นส่วนใหญ่ ฐานะการเงินของจังหวัดตรังอยู่ในระดับที่ดี มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศ เช่น ในสมัยพระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี เป็นเจ้าเมืองตรัง ชาวตรังค้าขายกับชาวปีนัง ประเทศมาเลเซีย และกับชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะท่านเจ้าเมืองเองมีบรรพบุรุษ และญาติพี่น้อง อยู่ในประเทศจีน ชาวจีนที่มาอยู่นับถือพุทธศาสนาบ้าง ศาสนาเต๋าบ้าง และยังมีลัทธิอื่น ๆ มากมาย แต่ยังไม่มีการเผยแพร่คริสต์ศาสนาในจังหวัดตรัง จน Mr. John Carrington ซึ่งทำงานกับสมาคมพระคริสตธรรมอเมริกัน (Ameriean Bible) มาจังหวัดตรัง
ค.ศ. 1905 Dr. & Mrs.Gugene P. Dunlop มาเที่ยวจังหวัดตรังและได้รับมอบเงินจำนวน 3,000 ดอลล่าห์ จากข้าหลวงเมืองตรังเพื่อสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง จังหวัดตรัง
Dr. G.P. Dunlop จึงมีเสนอให้คณะมิชชั่นนารี มาเปิดสถานประกาศที่ตำบล ทับเที่ยง ซึ่งเป็นการเริ่มต้นการประกาศคริสต์ศาสนาในจังหวัดตรังของมิชชั่นนารีชาวอเมริกัน

วันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1910 คณะมิชชั่นนารีอเมริกัน เปิดสถานีประกาศทับเที่ยง มี Dr. L.C. Bulkley ประจำสถานประกาศจนการสร้างโรงพยาบาลทับเที่ยง และบ้านพักหมอเกือบเสร็จแล้ว ครอบครัว Dulop ต้องเดินทางไปสถานประกาศที่สิงคโปร์ ปีนัง และที่กันตัง ส่วน Bulkley ต้องเดินทางไปดูแลครอบครัว คริสเตียนที่จังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างไรก็ตามทั้งครอบครัว Dunlopและครอบครัว Bulkley ต้องอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ซึ่งมีเพียง 3 ห้องและมีการนมัสการในบ้านหลังนั้นเป็นเวลา 7 เดือน จนครอบครัว Dunlop ได้บ้านหลังใหม่

30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 (ศก.131) คณะมิชชั่นนารีใช้ห้องประชุม (Chape) ของโรงพยาบาลทับเที่ยง เป็นที่ประชุมศิษย์ของพระเยซู (ชื่อตามบันทึกของ Dr. G.p. Dunlop) และตั้งคริสตจักรตรังเป็นครั้งแรกเรียกว่า คริสตจักรทับเที่ยง ผู้มาร่วมประชุมเป็นผู้ใหญ่ 102 คน ,เด็ก 18 คน , และได้มีคนรับบัพติศมา 34 คน Dr. Dunlop ได้รับการแต่งตั้งจากคณะเพรสไบทีเรียนสยามให้เป็นผู้ดูแลคริสตจักรตรัง เทศนาสั่งสอนเรื่องพระเยซู ได้เลือกชาวไทยช่วยงานคริสตจักรเป็นผู้ปกครอง (elders) 4 คน ได้แก่ Dr. L.C. Bulkey , นายจอง ,นายสุกนายตุ๋น และเลือกผู้ดูแลทรัพย์สิน 5 คน (five triestees) คือ นายสุก, นายด่วน, เถ้าแก่ลอยนายช่วย , นายพาด
1 มกราคม ค.ศ. 1912 (ศก 131 ) เริ่มมีการถือศีลระลึกถึง ความมรณาของพระเยซู ให้บัพติสมาแก่ผู้รับเชื่อและยังบัพติสมาเด็ก 9 กรกฎาคม 1912 มีการนมัสการตามบ้าน

30 มิถุนายน ค.ศ. 1912 ถึง กันยายน 1920 Dr.G.P. Dunlop เป็นประธานการประชุมกรรมการและทำบันทึกของคริสตจักรเป็นภาษาอังกฤษและนายยวง (พวงภู่) เยื้อนแย้ม เป็นผู้แปล

ค.ศ. 1913 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอนุญาตให้ คริสตจักรตรังซื้อที่ดินเพื่อทำสุสานและเพื่อสร้างโบสถ์ ตัวโบสถ์ทำด้วยไม้ไผ่ มุงหลังคาจากสร้างบนดินที่พูนขึ้น เมื่อโบสถ์สร้างเสร็จแล้วจึงมีการใช้นมัสการแทนห้องประชุมของโรงพยาบาล บางคนเรียกว่าโรงสวดทับเที่ยง มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 53 คน มีคนจากหลายแห่งมารับเชื่อ เช่น ตำบลท้ายพรุ กันตัง , ทับเที่ยง , เขาขาว , ทุ่งสง, นาเกลือ, เขาเศษ , บ้านท่าประดู่ , นาโยง ฯลฯ

4 มิถุนายน ค.ศ. 1913 ได้จัดตั้งโรงเรียนวันอาทิตย์ (Sunday School) เพื่อศึกษาพระคัมภีร์ภายหลังการสวด Mrs. Dunlop และ Mrs. Bulkley Snyder เป็นผู้รับผิดชอบ Dr. Dunlop นอกจากดูแลคริสตจักรตรัง ท่านยังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาโรงเรียนรัฐบาลที่จังหวัดตรังอีกด้วย
11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 มีพิธีถวายอาคารโบสถ์ถาวรของคริสตจักรตรัง มีอักษรจารึกไว้เหนือบันไดทางเข้าข้างหน้าว่า "วิหารคริสตศาสนา สร้าง ค.ศ. 1915" การฉลองวิหารทับเที่ยงมี 3 วัน คือวันที่ 28 - 30 พฤศจิกายน ค.ศ. 1915 แต่เดิมนั้นหอระฆังเป็นเพียงดาดฟ้ามีลักษณะคล้ายกับป้อมทหารสมัยโบราณ
หลังจากนั้นมีปรับปรุงใหม่ เนื่องจากระฆังที่อยู่ในหอระฆังชั้นที่สองดังก้องมากเกินไป จึงเพิ่มชั้นบนขึ้นเช่นที่เห็นในปัจจุบัน

หมายเหตุ วิหารหลังนี้ซ่อมแซมครั้งสุดท้ายเมื่อ กันยายน -- ตุลาคม ค.ศ. 1985 เปลี่ยนหลังคาจากกระเบื้องซีเมนต์แบบเก่าทรงสี่เหลี่ยม กลายเป็นกระเบื้องใยสังเคราะห์ยางอัลฟัลทาสีภายนอกและภายใน เพดานบุกระเบื้องยิบซัม พื้นปูคอมปานาสีขาวครีม ต่อมา เมื่อเริ่มสร้างโบสถ์หลังใหม่ จึงเปลี่ยนกระเบื้องใยสังเคราะห์เป็นแผ่นไลสาด เพราะกระเบื้องใยสังเคราะห์เมื่อโดนแดดมาก ๆ จะบิดเสียรูปทำให้น้ำรั่วหน้าฝน และทำเวทีใหม่ลดต่ำลงมา หลังจาก การฉลองโบสถ์ถาวรในปี ค.ศ. 1915 มีผู้รับเชื่อจากที่ต่าง ๆ เพิ่มขึ้น เช่น จากท่ามิหรำ จังหวัดพัทลุง บ้านนาทองหลาง บ้านหนองเทา ตำบลเมท ตำบลนาโยง บ้านเขากอบ จึงตั้งคณะธรรมกิจเพิ่มขึ้น คณะธรรมกิจจัดแบ่งเงิน ถวายเป็นสัดส่วน เพื่อใช้อย่างมีระเบียบทุกอาทิตย์ เช่น ค่าผู้รักษาโบสถ์ ค่าน้ำมันก๊าด ซื้อพระคัมภีร์ ค่ารักษาป่าช้า ค่าเช่าที่โรงสวดในตลาดและเงินใช้เบ็ดเตล็ดถ้าได้เงินมาถวายมากกว่า 11 บาท จะเป็นเงินอุดหนุนโรงเรียนคริสเตียนในจังหวัดอื่น

Trang Railway station 1

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

Trang Railway station 1
Author: 
poj1967
Pano description: 

สถานีรถไฟตรัง ตั้งอยู่ถนนสถานี ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เป็นสถานีรถไฟชั้น 1 ของทางรถไฟสายใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน

Trang Railway station 2

Thai's Panorama for your website :  Embed in your web

Trang Railway station 2
Author: 
poj1967
Pano description: 

สถานีรถไฟตรัง ตั้งอยู่ถนนสถานี ตำบลทับเที่ยง อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง เป็นสถานีรถไฟชั้น 1 ของทางรถไฟสายใต้ ฝั่งทะเลอันดามัน